ตำนานของดาวเคราะห์น้อย


Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/delaplan/public_html/wp-content/themes/newton/inc/template-tags.php on line 31

เรื่องราวของดาวเคราะห์น้อยเริ่มขึ้นเมื่อราวๆ 4,600 ล้านปีก่อนที่มนุษย์จะเกิด  เชื่อกันว่านักดาราศาสตร์หลายคนพยายามหาความลับของการเกิดขึ้นของดาวเคราะห์น้อย จากการสังเกตค้นคว้าจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ก็มีดาวเคราะห์น้อยมากถึง 20,000 ดวง มีบางดวงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ถึง 100 กิโลเมตร นอกนั้นก็เป็นเพียงดาวเคราะห์น้อยเล็กๆ ล่องลอยอยู่ประมาณ 200 ดวง  แต่ละดวงมีรูปร่างไม่แน่นอน มีลักษณะเป็นหลุมบ่อเป็นส่วนใหญ่

little

 

“แถบดาวเคราะห์น้อย” หรืออีกชื่อคือ Asteroid Belt  จัดเป็นวงโคจรระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี  เชื่อว่าเกิดมาพร้อมกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ แต่ไม่สามารถกลายเป็นดาวเคราะห์จริงๆได้ เพราะมีการรบกวนจากแรงโน้มถ่วงมหาศาลจากดาวยักษ์ใหญ่อย่าง “ดาวพฤหัสบดี”

 

มีการค้นคว้าอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไปอย่างชัดเจนที่สุด “ของดาวเคราะห์น้อย”  นักดาราศาสตร์ในอดีตมีการใช้ “สเปกโตรสโคป” เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าองค์ประกอบของดาวเคราะห์ในด้านต่างๆ ได้แก่ ทางเคมีและทางแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบต่างๆ  รวมถึงมีวิธีวิเคราะห์แสงสะท้อนบนพื้นผิวดาวอีกด้วย  พบว่ามีชิ้นอุกกาบาตบางส่วนที่ตกลงมาสู่โลกนั้น มีส่วนประกอบถึง 1 ใน 3 ทีมีสีเข้มและมีส่วนประกอบหลักเป็น “คาร์บอน” จนได้ฉายาว่า “คาร์บอนาเซียสคอนไดร์ท (carbonaceous chondrites: C-type)”  เป็นอุกกาบาตตระกูล “คาร์บอน”  และส่วนประกอบอื่นๆอีก 1 ใน 6 จะมีสีค่อนข้างแดงลักษณะคล้ายเหล็ก จึงเรียกมันว่า “หินปนเหล็กหรือ stony-iron bodies: S-type”

นอกวงจรไกลโพ้นออกไปก็เริ่มหา “ดาวเคราะห์น้อย” ยากขึ้น  มีบางดวงไม่อยู่ในวงโคจร

และในระนาบ “อิคลิปติก” อยู่ไกลมากถึง 195 ล้านกิโลเมตรเลยทีเดียว  แต่นักดาราศาสตร์

universe

ก็คาดว่าอาจจะมีโอกาสที่มันจะโคจรมาพบกับโลกในอนาคตได้เหมือนกัน   เพราะการศึกษาไม่เพียงแต่ติดตามข้อมูลของดาวเคราะห์น้อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงติดตามแนววิถีการเคลื่อนที่โคจรของเหล่าดาวเคราะห์นั้นๆ ด้วย  เพื่อสร้างความปลอดภัยในการคาดเดาโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นจะกลายเป็น “อุกกาบาต” หรือ “ดาวหาง” พุ่งเป้ามาที่โลกของเรา  โดยจะให้ความสำคัญกับดาวเคราะห์น้อยที่มีวิถีวงโคจรใกล้กับโลกมากทีสุด  หรือเรียกอีกอย่างว่า “ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (Near Earth Asteroids: NEAs)” นั่นเอง

star_little

เหตุการณ์น่าประหลาดจาก “วัตถุที่ค้นพบ” ในโลกที่คาดว่าอาจจะเกิดจาก “ดาวเคราะห์น้อยนอกโลก” ที่กลายเป็นอุกกาบาต มักพบตาม “บริเวณขั้วโลก”  ได้แก่ อุกกาบาต  ALH 84001 สันนิษฐานว่าเป็นชิ้นส่วนมาจากดาวอังคาร  ที่น่าตกใจคือ พบร่องรอยของเซลล์สิ่งมีชีวิตในอุกกาบาตนั้น แต่ก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าเกิดมากจากเซลล์สิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือเซลล์สิ่งมีชีวิตของผิวโลกแทรกไปในรอยร้าวหลังจากอุกกาบาตตกลงมากันแน่?

5 ยานอวกาศชื่อดังที่ใช้ในการสำรวจดาวเคราะห์


Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/delaplan/public_html/wp-content/themes/newton/inc/template-tags.php on line 31

ถ้าย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่า “ยานอวกาศ” จะมีอยู่จริง!? จึงถือว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์” ที่สร้างสรรค์มากที่สุดตั้งแต่มนุษยชาติเคยมีมา เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราเข้าใจ “อวกาศและจักรวาล” ได้ดียิ่งขึ้น แม้กว่าจะมีวันนี้ได้ก็ต้องผ่านการล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้ง จุดเริ่มต้นคือการสร้างยานอวกาศเพื่อ “การสำรวจดวงจันทร์” และทำมันได้สำเร็จ โครงการต่างๆในการสำรวจดาวเคราะห์ใหม่ๆจึงตามมา ตราบใดที่ความกระหายใคร่รู้ของมนุษย์ที่มีต่อปริศนาลึกลับในห้วงอวกาศยังคงมี ตราบนั้นยานอวกาศก็พร้อมจะสร้างบันทึกหน้าใหม่ๆให้กับวงการดาราศาสตร์ ดังเช่นยานอวกาศ 5 ลำที่สร้างชื่อให้วงการดังนี้Apollo11

ยานอพอลโล่ผู้พิชิตดวงจันทร์ Apollo11 คือบันทึกหน้าแรกของวงการดาราศาสตร์ที่ในยุคนั้นคงไม่มีใครไม่รู้จัก หลังจาก “นีล อาร์มสตรอง” และลูกเรืออีก2คน คือ เอ็ดวิน บัซ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์ ได้ก้าวลงสู่ยานที่จอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในปีคริสต์ศักราช 1969 ก็สร้างกระแสฮือฮาอย่างมาก เพราะทดสอบมากนับไม่ถ้วนในการลงจอดตั้งแต่ยานอพอลโล่1 แต่หลังจากนั้นภารกิจในการทดสอบลงจอดลงพื้นผิวดวงจันทร์ก็ถูกปิดตัวไปด้วยสาเหตุนานาประการ

Voyager

ยานวอยเอเจอร์แฝดมหาประลัย Voyager จัดเป็นยานอวกาศที่สร้างชื่อย่างมากให้กับองค์การนาซาในการปฏิบัติหน้าที่ในปี 1979-1989 นั้น เริ่มสำรวจพบ “วงแหวน” ของดาวเคราะห์อย่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ของดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนด้วย นอกจากนั้นยังสำรวจชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์เพื่อเก็บข้อมูลไว้ต่อไป

Voyager

ยานไวกิ้งผจญภัยกับดาวอังคาร Vikingเป็นยานสำรวจดาวอังคารที่ต่อเนื่องมาจากโครงการอพอลโล่ สร้างชื่อตั้งแต่ปี 1975 เรื่อยมาถึง 6 ปีกว่า มียาน 2 ลำคือ ไวกิ้ง 1 และไวกิ้ง2 ได้สำรวจค้นพบภาพของดาวอังคารมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ภาพสีจากระยะไกล หรือจะเป็นภาพพื้นผิวของดาวอังคารในระยะใกล้มากกว่า 50,000 ภาพเลยทีเดียว ทำให้นักดาราศาสตร์ได้พบข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับดาวอังคารมากมาย รวมถึงเป็นต้นแบบเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ล้ำสุดๆ ด้วยการนำจอดยานด้วยร่มชูชีพและเกราะป้องกันความร้อน

Mars_Exploration_Rover

ยานมาร์ส เอ็กซ์พลอเรชั่น โรเวอร์ผู้ดับสูญ Mars Exploration Rover เป็นอีกยานผู้เสียสละ จากการถูกนำไปสำรวจ “ดาวอังคาร” ในปีคริสต์ศักราช 2004 เพื่อค้นหา “น้ำบนดาวอังคาร” แต่ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือฝังไว้กับหุ่นยนต์ที่ใช้สำรวจดาวที่ชื่อ “โรเวอร์” โชคร้ายที่ล้อของหุ่นดังกล่าวติดกับพื้นทรายของดาวอังคาร ทำให้ต้องกลายเป็นสถานีวิจัยจำเป็น ก่อนขาดการติดต่อในปี 2010 ดับสูญไปตลอดกาล

Mars_Global_Surveyor

ยานมาร์ส โกลบอล เซอร์เวเยอร์ผู้ค้นหาบนดาวอังคาร Mars Global Surveyor เป็นอีกหนึ่งยานที่ต้องค้นหาความลับบน “ดาวอังคาร” มีการสำรวจอย่างต่อเนื่องในปี 1996 ทั้งการถ่ายพื้นผิวอย่างละเอียด หรือการสำรวจเพื่อทำแผนที่บนดาวอังคาร มีค้นหาชั้นบรรยากาศและทำการวัดค่าสนามแม่เหล็ก ที่น่าสะพรึงคือมีการค้นพบ “ใบหน้าปริศนาบนดาวอังคาร” แต่ตามข่าวภายหลังพบว่าไม่ใช่ความลึกลับใดๆ คาดว่าเป็นแค่ “เนินเขาที่ถูกน้ำและลมกัดเซาะ” เท่านั้นเอง

ดาวพฤหัสดาวเคราะห์ลำดับที่ 5 ในระบบสุริยะจักรวาล


Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/delaplan/public_html/wp-content/themes/newton/inc/template-tags.php on line 31

jupiter33

ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจักรวาลเป็นลำดับที่ 5 ที่ต่อมาจากดวงอาทิตย์เป็นดาวที่มีวงแหวนล้อมรอบอยู่เหมือนดาวเสาร์ ดาวพฤหัสมีชื่อเรียกอีกหนึ่งก็คือ Jupiter เป็นชื่อที่เรียกมาจากเทพเจ้าโรมัน ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่มีมวลมากกว่าดาวเคราะห์อื่นราว 2.5 เท่า มีความใหญ่ และหนักมากกว่าโลกถึง 318 เท่า รวมไปถึงเส้นผ่าศูนย์กลางยาวกว่าโลกถึง 11 เท่าด้วย นักดาราศาสตร์เคยกล่าวเอาไว้อีกว่าถ้าหากดาวพฤหัสมีมวลมากกว่า 60 – 70 เท่าอาจจะพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้นักดาราศาสตร์ยังเคยกล่าวเอาไว้อีกว่าดาวพฤหัสมีอัตราการโคจรหมุนรอบตัวเองเร็วมากที่สุดมากกว่าดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะจักรวาลทั้งหมด

jupiter22

ดาวพฤหัสหากถ้าเราดูผ่านกล้องโทรทรรศน์มีก้อนเมฆปกคลุมอยู่จุดเด่นของดาวพฤหัส ก็คือ จุดแดงใหญ่ที่เป็นพายุหมุนมีความแรงมากกว่าโลกหลายเท่า ดาวพฤหัสยังเป็นดาวที่มีความสว่างมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของระบบสุริยะ เป็นรองดวงอาทิตย์ , ดวงจันทร์ และดาวศุกร์ แต่ก็ยังมีครั้งที่ดาวอังคารจะส่องแสงมากกว่าดาวพฤหัสมาก กาลิเลโอ เป็นผู้ค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัสที่มีขนาดใหญ่อยู่ 4 ดวง ก็คือ ไอโอ , ยูโรปา , แกนีมีด และคัลลิสโต เมื่อปี ค.ศ. 1610 วงแหวนที่ล้อมรอบดาวพฤหัสจะเล็กกว่าดาวเสาร์ และจะมีความเลือนรางมากกว่า สามารถเห็นได้โดยยานกาลิเลโอ และกล้องจุลทรรศน์ วงแหวนของดาวพฤหัสส่วนใหญ่แล้วเป็นเศษหินที่มีขนาดเล็กเช่นเดียวกับวงแหวนของดาวเสาร์ อย่างไรก็ตามบนระบบสุริยะจักรวาลยังมีดาวเคราะห์อยู่หลายดวงที่เรายังไม่รู้จัก และยังไม่ได้ถูกค้นพบถ้าหากคุณต้องการอยากรู้เรื่องราวของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาลสามารถเข้ามาติดตามได้ที่เว็บไซต์ delaplanete.org

“ดาวพฤหัสบดี” ตำนานพี่ยักษ์เบิ้มของระบบสุริยะ

หากพูดดาวเคราะห์ที่ใหญ่อลังการงานสร้างที่สุดในระบบสุริยะ  ทุกคนต้องพูดชื่อเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดาวพฤหัสบดี”  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ความลับของดาวดวงนี้   ที่มีมากกว่าความใหญ่เบิ้ม  ก็ยังมีความน่าสนใจอื่นๆ อีกไม่น้อย ตำนานแห่งความยิ่งใหญ่ที่นักสำรวจมากมายเข้าไปหาความจริงมีอะไรบ้าง?

 

 

ถึงจะใหญ่แต่ก็เป็นดาวเคราะห์แก๊สนะ   ความหมายก็คืออย่าหวังที่จะคิดเอายานมาลงจอดเพื่อสำรวจ อย่างมากก็ทำได้แค่ถ่ายภาพจากระยะใกล้  เพราะบนดาวไม่มีพื้นผิวแข็งใดๆ ให้เหยียบได้  มีความเป็นแก๊สทั้งดวงจริงๆ โดยส่วนประกอบหลักคือ ไฮโดรเจน และรองลงมาคือฮีเลียม  ทำให้ความหนาแน่นต่ำกว่าโลกด้วยเช่นกัน อยู่ที่ 1.3 กรัมต่อ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น

Mars

 

มีความใหญ่ระดับ 7 ดาวเคราะห์รวมกัน   ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 11 เท่าของโลก  กับความหนักของมวลสารถึง 317 เท่าของโลก  ทำให้กลายเป็นพี่เบิ้มของจริง  แต่ที่น่าตกใจคือมันมากกว่า 7ดาวเคราะห์ที่เหลือในระบบสุริยะทั้งหมดรวมกันเสียอีกนี่สิ  มหึมาอลังการงานสร้างจริงๆ

 

 

มีวงแหวนเก๋ๆ เหมือนดาวเสาร์  ถึงใครจะว่ามันมืดซะจนไม่รู้ว่ามีวงแหวนกับเค้าด้วย  แต่ก็ต้องบอกว่ามีอยู่จริง เป็นวงแหวนฝุ่นๆเล็กๆ  ไม่สวยสง่าเหมือนดาวเสาร์ที่แข็งแรงสวยเด่นด้วยส่วนประกอบของหิน

 

 

บริวารรอบๆ มากที่สุดในระบบสุริยะ   ตามขนาดไซส์ตัวของพี่เบิ้ม  ก็ย่อมมีดวงดาวบริวารเยอะตาม คือมีมากถึง 67 ดวงเลยทีเดียว

 

 

มีดวงจันทร์บริวารใหญ่ที่สุด  บริวารดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีอย่าง “แกนิมีต”  ถือเป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวพุธและดาวพลูโตรวมกันซะอีกนะ   นอกจากนี้ยังมีดวงจันทร์เล็กๆ อีก 3 ดวงตามมา คือ ไอโอ ยูโรปา  และแคลลิสโต ที่ถูกค้นพบโดย “กาลิเลโอ”

 

 

ดาวพฤหัสแป้นเพราะหมุนรอบตัวเองเร็วเกินไป  ถึงแม้จะใหญ่มาก แต่ก็แบนมากเช่นกัน ลักษณะคล้ายๆ “ผลส้ม” ที่โคจรรอบตัวเองแค่ 9 ชั่วโมง 55 นาทีเท่านั้น

 

 

ดาวพฤหัสบดีมีสีส้ม  เพราะมีสารในดาวคือ ฟอสฟอรัส กำมะถัน  และไฮโดรคาร์บอนปะปนในพื้นผิวของดาว

 

 

มีพายุบนดวงดาวเป็นระยะ  หรือเรียกว่า “ตาสีส้ม”  เป็นพายุขนาดใหญ่กว่าโลกถึง 3 เท่าในยุคของกาลิเลโอ แต่ปัจจุบันก็มีขนาดเล็กลงมามาก

 

จะเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่าในเดือนกรกฏาคม  หากใครชอบดูดาว  จะสามารถมองหาดาวพฤหัสบดีได้ในช่วงค่ำของเดือนกรกฎาคม  โดยจะมองหาได้ในกลุ่มดาวสิงโต  หลังจากนั้นจะไม่เห็นอีก  จนกระทั่งพบอีกครั้งในกลางเดือนตุลาคมแต่จะเปลี่ยนช่วงเวลาในการดูเป็นช่วงเช้ามืดทางด้านทิศตะวันออก

 

 

ดาวพุธดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ


Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/delaplan/public_html/wp-content/themes/newton/inc/template-tags.php on line 31

mercury-1

ดาวพุธดาวเคราะห์เล็กที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ดาวพุทธใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์นานถึง 87.969 วัน ดาวพุธเป็นดาวที่เห็นได้ยากมากที่สุดในระบบสุริยะ เพราะว่า ดาวพุธนั้นชอบปรากฏตัวอยู่ใต้ดวงอาทิตย์จึงทำให้เห็นได้ยากมาก ดาวพุธเป็นดาวที่ไม่มีดาวบริวาณ และยานอวกาศของนาซ่าที่เคยได้ไปสำรวจดาวพุธนั้นมีดวงเดียวก็คือ มาริเนอร์ 10 ในปี 2517 – 2518 ส่วนสภาพผวของดาวพุธจะลักษณะที่เป็นผิวขรุขระเนื่องจากดาวพุธนั้นเป็นดาวที่ถูกอุกบาตพุ่งชนบ่อยจึงทำให้สภาพของดาวส่วนใหญ่เป็นหลุมอุกบาตเยอะ ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอจึงไม่สามารถสร้างชั้นบรรยากาศได้ แกนกลางของดาวพุธจะเป็นเหล็กขนาดใหญ่จึงมีสนามแม่เล็กประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ล้อมรอบดาวพุธ

mercury-2

ดาวพุธมีชื่อภาษาอังกฤษว่า mercury มาจากคำเต็ม mercurius ถ้าเป็นเทพนิยาย mercury ก็จะเป็นผู้ส่งสารของเทพพระเจ้าถ้าในตำนานนิยายกรีกก็คือ เฮอร์เมส นั่นเอง ดาวพุธเป็นดาวที่มีชั้นบรรยากาศเบาบางเนื่องจากเป็นดาวดวงเล็กไม่มีแรงดึงดูดเพียงพอที่จะสามารถกักเก็บอะตอมเอาไว้ได้ แต่บรรยากาศของดาวพุทธที่สูญเสียไปจะถูกแทนอยู่ตลอดอย่าง ไฮโดรเจน และฮีเลียมที่เกิดมาจากลมสุริยะ จุดเด่นของดาวพุธที่สามารถถ่ายภาพออกมาได้ ก็คือ แอ่งแคลอริส เป็นหลุมอุคบาตรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนดวงดาวนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1,350 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวพุธถูกปกคลุมไปด้วยที่ราบมีอยู่ 2 แบบด้วยกันแต่ละแบบจะมีอายุที่แตกต่างกันออกไป ปัจจุบันยานสำรวจอวกาศ มาริเนอร์ 10 หลังจากที่เครื่องมือในลำยานได้เสื่อมลงก็ทำให้ไม่สามารถส่งภาพมาบนโลกได้จึงทำให้ยายอวกาศ มาริเนอร์ 10 ได้กลายเป็นขยะอวกาศที่นานๆ ทีจะมาโคจรอยู่ใกล้ดาวพุธตามระยะเวลา

ดาวอังคารดาวเคราะห์ลำดับที่ 4 ต่อดวงอาทิตย์


Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/delaplan/public_html/wp-content/themes/newton/inc/template-tags.php on line 31

mars-1

ดาวอังคาร ( mars ) เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากดาวพุธ ชื่อ mars นั้นเป็นชื่อที่เรียกตามชื่อเทพเจ้าของโรมันมีฉายาว่า ดาวแดง ดาวอังคารนั้นถือว่าเป็นดาวหินที่มีบรรยากาศที่บางมาก พื้นผิวของดาวอังคารส่วนใหญ่ทั้งหมดจะเป็นพื้นผิวที่มีหลุมอุกกาบาตเหมือนดวงจันทร์ ภูเขาไฟ ทะเลทราย และหุบเขา ที่มีอยู่บนโลก บนดาวอังคารมี โอลิมปัสมอนส์ ภูเขาไฟใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในระบบสุริยะจักรวาล นอกจากจะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟแล้วยังเป็นที่ตั้งของ เวลส์มาริเนริส เป็นแคนย่อนอันดับใหญ่ในอวกาศ นอกจากนี้ดาวอังคารยังมีบริวาร 2 ดวง คือ โฟบอส และดีมอส ดาวบริวารทั้ง 2 ดวงนี้มีขนาดเล็กรูปร่างบิดเบี้ยว คล้ายๆ กับทรอยดาวอังคาร 5261 ยูเรกา

mars2

การบินผ่านดาวอังคารครั้งแรกของนักบินอวกาศครั้งแรกโดยใช้ยานสำรวจ มาริเนอร์ 4 เมื่อปี 1965 โดยนักสำรวจอวกาศได้กล่าวให้การออกมาว่า บนดาวอังคาร มีรูปแบบของเหลวที่เหมือนน้ำอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ในตอนนี้ทางนักสำรวจได้ส่งยานสำรวจไป 7 ลำ มี 5 ลำที่อยู่ในวงโคจร 2001 , เมเว็น , มาร์สโอดีสซี , มาร์สเอ็กเพรส , มาร์สรีคอนเนสเซนซ์ออร์บิเตอร์ และ มาร์สออร์บิเตอร์มิชชัน และมีอีก 2 ลำ ที่อยู่บนพื้นผิวดาวอังคาร ได้แก่ ยานสำรวจภาคพื้นดินออปพอร์ทูนิตี และมาร์สไซแอนซ์แลบอราทอรีคิวรออซิตี การส่งยานสำรวจภาคพื้นดินของดาวอังคารของ มาร์สรีคอนเนสเซนซ์ออร์บิเตอร์ ได้เผยว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีน้ำไหลผ่านในช่วงเดือนหน้าร้อนที่สุดของดาวอังคารเลยก็ว่าได้ โดยล่าสุด ปี 2013 ยานสำรวจคิวริออซิตีขององค์กรนาซ่าสามารถค้นพบ และทำให้รู้ว่าดินบนดาวอังคารนั้นมีน้ำปะปนอยู่บนเนื้อดินด้วย ในปัจจุบันนี้องค์กรนาซ่าก็ยังใช้ยานสำรวจดาวอังคารอยู่

ทำไมต้องมีดวงอาทิตย์? และดาวเคราะห์ที่ใหญ่คือดาวอะไร?

ในโลกนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ดวงอาทิตย์”  ดาวฤกษ์มหึมาที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในระบบสุริยะ  และมีแรงดึงดูดต่อดาวเคราะห์บริวารทั้ง 8 ดวง รวมถึงดาวเคราะห์แคระให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องโคจรรอบดวงอาทิตย์เสมอ  เพราะเปรียบเสมือนพ่อของเหล่าดวงดาวที่คอยให้พลังงานความร้อนและแสงสว่างแก่ดาวเคราะห์เหล่านั้น  หากไม่มีดวงอาทิตย์ก็จะเป็นเพียงดวงดาวที่มืดมิดและหนาวเยือกเย็น

the_sun

หากจะจินตนาการถึงหน้าตาของดวงอาทิตย์   ก็ต้องนึกถึงกลุ่มก๊าซเปลวไฟขนาดใหญ่สีเพลิงทมิฬ  ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม ที่มีการเผาไหม้ในตัวเองอยู่ตลอดเวลา  เป็นดาวฤกษ์ที่มีอุณหภูมิสูงปรี๊ดถึง 15 ล้านองศาเซลเซียส  ร้อนขนาดนี้คิดง่ายๆ คือ แค่ปลายดวงอาทิตย์ที่ขนาดเล็กเพียงหัวเข็มมาอยู่ใกล้ๆในระยะ 150 กิโลเมตร (ซึ่งถือว่าไกลมากในระดับคนยืน)  ก็อาจแผดเผาคนนั้นให้เป็นจุนได้ไม่เหลือซากเลยทีเดียว  แค่คิดก็สยองแล้ว..

 

 

เราอาจจะมองเห็นดวงอาทิตย์ดวงเล็กนิดเดียวจากสายตาหากมองขึ้นไปบนฟ้า  แต่รู้ไหมว่า ขนาดจริงของ “ตัวพ่อดาวฤกษ์” อย่างดวงอาทิตย์นั้นมีขนาดใหญ่กว่าโลกที่เราอาศัยอยู่หากเทียบจากเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 109 เท่าตัว  มีแกนกลางที่ร้อนฉ่าด้วยอุณหภูมิ 15 ล้านองศาเซลเซียส  นอกจากนี้ในแกนกลางยังมี “ระเบิดไฮโดรเจน” ที่ทำ “ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์” คอยหลอมรวมกลายเป็น “ฮีเลียม” และในแต่ทุกๆ 1 วินาที ไฮโดรเจน 4 ล้านตันจะแปรสภาพเป็นพลังงานความร้อน  หากเทียบมวลสารของดวงอาทิตย์กับโลกก็ไม่มากแค่ราวๆ 332,946 เท่าของโลกเท่านั้นเอง อึ้งเลยทีเดียว…

sun

 

“ผิวดวงอาทิตย์” มีอุณหภูมิร้อนระอุที่ 5,700 องศาเซลเซียส หรือที่ 6,000 เคลวิน  หากได้เห็นจากยานอวกาศจะเห็นเป็น “ดาวฤกษ์สีเหลืองยักษ์”  อายุตอนนี้ก็อยู่ที่ราวๆ 5,000 ล้านปีมาแล้ว  นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าอีก 5,000 ปีหลังจากนี้ ดวงอาทิตย์จะดับลงด้วยการขยายตัวแต่ไม่ระเบิด   เนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าแรงดันนั่นเอง  ทำให้จะยุบตัวลงมาอย่างสงบ และกลายเป็น “ดาวแคระขาว” ในที่สุด

 

สำหรับดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่รองลงมาจากดวงอาทิตย์คงหนีไม่พ้น “ดาวพฤหัสบดี”  ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ 11.2 เท่าของโลก  แต่กลับมีความพลิ้วในการหมุนรอบตัวเองไวมาก คือใช้เวลา 10 ชั่วโมงในการหมุนรอบตัวเอง1 รอบ จึงได้ฉายาว่า “ราชาแห่งดาวเคราะห์” แต่นั่นก็สร้างแรงเหวี่ยงหนีออกมาจากจุดศูนย์กลาง ทำให้ดาวพฤหัสบดีมีความโป่งออกมาจากแนวโคจร  ใจกลางของดาวพฤหัสบดีมีความร้อน  30,000 องศาเซลเซียส   หลายคนอาจจะสงสัยว่าสามารถไปอยู่บนดาวพฤหัสบดีได้ไหม คำตอบคือไม่ เพราะ วัดอุณหภูมิจากยานวอยเอเจอร์ ในเวลากลางวันวัดได้  -118 องศาเซสเซียล และในเวลากลางคืนวัดได้ -193 องศาเซสเซียส  ถือว่าหนาวเย็นมากเกินกว่ามนุษย์อย่างเราจะย่างกรายไปอาศัยอยู่…

 

 

รู้จักกับดาวโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่กัน


Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/delaplan/public_html/wp-content/themes/newton/inc/template-tags.php on line 31

earth2

โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ 3 มาจากดวงอาทิตย์เป็นดาวเคราะห์ที่ที่ใหญ่ที่สุดในดาวเคราะห์หินมีความหนาแน่นของธรรมชาติมากที่สุด และเป็นดาวเคราะห์เดียวที่ค้นพบสิ่งไม่ชีวิตอีกด้วย แต่ในระบบสุริยะจักรวาลนักดาราศาสตร์ก็เคยกล่าวเอาไว้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นๆ อยู่เหมือนกันเพียงแต่เราไม่สามารถค้นพบได้ว่าอยู่ดาวดวงไหนเนื่องจากระยะทางไกลถึงหลายล้านกิโล และในระบบสุริยะจักรวาลมีดาวเคราะห์อีกหลายดวงยากต่อการค้นหา ที่นักดาราศาสตร์กล่าวออกมาแบบนี้ก็เพราะว่า บนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าดาวโลกยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้เลยทำไมดาวดวงอื่นถึงจะไม่มีสิ่งมีชีวิต

มีแหล่งข้อมูลออกมาว่าดาวโลกเกิดขึ้นมาเมื่อ 4,500 ปี โดยในหลายล้านปีก่อนดาวโลกมีพื้นที่ปกคลุมไปด้วยน้ำมีดางอาทิตย์ กับดวงจันทร์หมุนรอบ ในหลายล้านปีก่อนมีสิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์จะแบ่งเป็นหลายยุคหลายสมัยกัน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้นอกจากจะเป็นสัตว์แล้วยัง มีมนุษย์ที่ค่อยๆ มีวิวัฒนาการไปเลื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบัน ดาวโลกเป็นดาวหินทั้ง 4 ดวงของทางช้างเผือกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีสิ่งมีชีวิตเต็มเป็นด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติมากที่สุดเลยก็ว่าได้

ดาวโลกนั้นมีรูปร่างทรงกลมที่ไม่สมบูรณ์พื้นดินของโลกแบ่งได้เป็นหลายส่วนในหลายล้านปีถูกปกคลุมไปด้วยน้ำส่วนใหญ่ถ้าคิดเป็นร้อยละได้ 71 ของพื้นที่จะเป็นน้ำแล้วยังรวมไปถึงพวกทะเลสาบ และแหล่งน้ำต่างๆ อีกด้วย ส่วนในพื้นที่ที่เหลือจะแบ่งเป็นทวีป และเกาะต่างๆ มากมาย อีกส่วนขั่วโลกหนึ่งก็จะปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอย่างแผ่นน้ำแข็ง , ภูเขาน้ำแข็ง เป็นต้น ในพันล้านปีแรกได้มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นในมหาสมุทรเป็นที่แรก และก็ได้วิวัฒนาการต่างๆ จนมาถึงปัจจุบัน โลกถือว่าเป็นดาวเคราะห์ที่สามารถค้นพบว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในตอนนี้

earth4

แนะนำความรู้เกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาล


Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/delaplan/public_html/wp-content/themes/newton/inc/template-tags.php on line 31

planet

ระบบสุริยะจักรวาล คือ จักรวาลที่มีดาวฤกษ์อยู่ตรงกลาง และมีดาวเคราะห์หลายดวงโคจรอยู่รอบๆ นักดาราศาสตร์เชื่อว่าหากสภาพแวดล้อมในอวกาศมีสภาพที่ดี จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์เหล่านั้นด้วย รวมถึงบริวารดาวเคราะห์อย่างดวงจันทร์อีกด้วย นักดาราศาสตร์หลายคนยังเชื่อว่าบนดาวเคราะห์ที่อยู่บนอวกาศ และทางช้างเผือกก็มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อยู่เหมือนกับบนโลกที่ยังมีพวกเราอาศัยอยู่บนดาวโลกเหมือนกัน แต่ที่เราไม่สามารถติดต่อ และสำรวจได้ก็เพราะว่าระยะทางไกลหลายล้านกิโลแล้วอีกอย่าง ก็คือ ระบบสุริยะจักรวาลมีดาวเคราะห์อยู่หลายดวงจงทำให้ยากต่อการสำรวจ บนดาวโลกที่เราอยู่โดยมี ดวงอาทิตย์ คือศูนย์กลาง โดยมีดาวเคราะห์อยู่ 9 ดวง  หรือที่รู้จักกัน คือ ดาวนพเคราะห์ เรียงกันอยู่ 9 ดวง มีทั้งหมดดังนี้โดยนับจากด้านในสุดก็คือ ดาวพุทธ , ดาวศุกร์ , โลก , ดาวอังคาร , ดาวพฤหัส , ดาวเสาร์ , ดาวยูเรนัส , ดาวเนปจูน และดาวพลูโต ( แต่ในปัจจุบันไม่มีดาวพลูโตแล้วจึงเหลือแค่ 8 ดวง เท่านั้น )

solar-universe

ดาวนพเคราะห์ทั้งเก้าดวงนั้นยังมีดวงจันทร์เป็นบริวารอีกด้วยยกเว้น ดาวพุธ กับ ดาวศุกร์ ทั้ง 2 ดวงนี้เป็นดาวที่ไม่มีบริวาร บริวารนี้รวมไปถึง ดาวหาง , อุกกาบาต , ดาวเคราะห์น้อย และยังรวมไปถึงฝุ่น และก๊าซ ที่โคจรอยู่โดยรอบด้วย คุณรู้ หรือ ไม่ว่าดวงอาทิตย์ที่เราเห็นทุกวันนี้มองด้วยตาปล่าวแล้วหลายคนคงคิดว่ามันใกล้ๆ แต่ที่จริงแล้วระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์นั้นไกลถึง 150 ล้าน กิโลเมตร เลยทีเดียว เรื่องราวของระบบสุริยะจักรวาลยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ และยังหาข้อสรุปไม่ได้ หากผู้ใดสนใจอยากได้ความรู้เกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาลก็สามารถเข้ามาหาความรู้ได้ที่เว็บไซต์ http://www.delaplanete.org/ ตลอดเวลาเราจะนำความรู้เกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาล และดาวเคราะห์ทั้งหลายออกมาในรูปของบทความมาให้คุณได้ศึกษากันอย่างครบถ้วน

ความลึกลับของดาวเคราะห์ต่างๆในระบบสุริยะ

 

เรื่องราวของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะและจักรวาลได้รับความสนใจมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยบรรพกาล เชื่อกันว่าดาวเคราะห์ทั้งหลายก็คือ “เทพที่อยู่บนสรวงสวรรค์” ทำให้นำมาตั้งชื่อเป็นเทพของชาวกรีกโบราณ สมัยนั้นมีดาวเคราะห์เป็นที่รู้จักเพียง 5 ดวงได้แก่ ดาวศุกร์ ดาวพุธ ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และดาวอังคาร (ไม่รวมโลก) และได้ค้นพบดาวยูเรนัส เนปจูนและพลูโตในภายหลัง

solar_system

 

คนทั้งหลายรู้จักระบบสุริยะ ด้วยเหตุผลที่มี “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง”  จนกลายดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเองแพร่พลังงานออกมามหาศาล   มีดาวเคราะห์บริวารโคจรรอบๆ และมีบริวารของดาวเคราะห์อีกทีที่เรียกว่า “ดวงจันทร์”  นอกจากนี้ยังมี “ดาวเคราะห์น้อย” เรียงรายรอบๆระบบสุริยะ ดาวหางที่โคจรมาเยี่ยมอยู่บ้าง และกลุ่มฝุ่นก๊าซล่องลอยราวกับไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

“แรงดึงดูดของจักรวาล”  เป็นคำตอบของการอยู่ร่วมกันของทุกสิ่งในระบบสุริยะ เป็นแรงควบคุมให้ทุกสิ่งในระบบเคลื่อนที่ไปด้วยปฏิกิริยา “เทอร์โมนิวเคลียร์” คือาการแปรสภาพไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม จนกลายเป็นแหล่งพลังงานความร้อนให้กับดาวเคราะห์ต่างๆ  เชื่อกันว่ามาจากพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่มีมากถึง 90,000,000,000,000,000,000,000,000 แคลอรีต่อวินาที จัดว่ามีมหาศาลเลยทีเดียว

 

 

นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้นำระบบสุริยะมาจัดเรียงใหม่ ให้ถือว่าปัจจุบันมีดาวเคราะห์ทั้งหมดแค่ 8 ดวงจากเดิม 9 ดวง  คือลดชั้นดาวพลูโตจากดาวเคราะห์กลายเป็นดาวเคราะห์แคระแทน  ซึ่งดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงในปัจจุบันได้แก่

 

ดาวพุธดาวน้องเล็ก จัดเป็นดาวที่เป็นน้องเล็กที่สุดด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 4,879 กิโลเมตร แต่ก็เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลาเพียง 88 วันเท่านั้น

venus1

ดาวศุกร์แฝดเสน่ห์  เป็นอีกดาวที่มักปรากฏให้ชาวโลกเห็นอยู่บ่อยๆ จนได้ชื่อว่า “ดาวประจำเมือง” มักปรากฏให้เห็นยามค่ำคืน มีความเหมือนโลกของเราจนได้ฉายาว่าเป็น “แฝดกัน”  ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ยาวนานประมาณ 225 วัน

at_earth

โลกดาวบ้านเกิด ดาวเคราะห์ที่เรารู้จักกันดีเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์อย่างเรา  และเป็นดาวเคราะห์เดียวที่มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่  โคจรรอบดวงอาทิตย์ 365 วัน และมีดวงจันทร์เป็นบริวาร 1 ดวง

Jupiter_family

ดาวพฤหัสพี่ยักษ์ใหญ่ ดาวเคราะห์พี่ยักษ์ใหญ่ในระบบสุริยะด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดมหึมาถึง142,984 กิโลเมตร  และมีดวงจันทร์บริวารมากถึง 63 ดวง

Saturn

ดาวเสาร์สวยสง่า  ด้วยวงแหวนที่ล้อมรอบดวงดาวเปล่งแสงสว่างมีออร่า จึงได้ชื่อว่าเป็น “ดาวเคราะห์ที่สวยที่สุด” โคจรรอบดวงอาทิตย์ 10,758 วัน และมีดวงจันทร์บริวาร 60 ดวง

Uranus

ดาวยูเรนัสผู้ห่างไกล มีลักษณะเป็นดาวแก๊สและมีวงแหวนล้อมรอบแต่ไม่สวยเหมือนดาวเสาร์  โคจรรอบดวงอาทิตย์ 30,708 วัน มีดวงจันทร์บริวาร27 ดวง

Neptune

เนปจูนดาวสีน้ำเงิน    มีความเด่นที่พื้นผิวสีน้ำเงินขนาดใหญ่เป็นอันดับ4 ในระบบสุริยะ และอยู่ห่างไกลจากดาวเคราะห์อื่นๆทั้งหมด โคจรรอบดวงอาทิตย์  60,225 วัน  และมีดวงจันทร์บริวาร13 ดวง ทั้งนี้มีดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่สุดเคียงข้าง มีชื่อว่า “ไททัน”